เคล็ดวิชาของลมหายใจ
โสภาวรรณ วิทย์ดำรงค์
ฉันขับมาถึงบ้านผู้หว่านในเช้าวันแรกของการอบรม retreat program ราวแปดโมงครึ่ง เมื่อจอดรถเสร็จมองไปยังอาคาร 8 ชั้นที่ตั้งตระหง่านในความร่มรื่นของต้นไม้น้อยใหญ่เหมือนเดิม นี่เป็นครั้งที่สองของฉันในการมาที่นี่ครั้งแรกเป็นการมาเรียนโยคะสมาธิเมื่อหลายปีก่อนในช่วงนั้นฉันสนใจเรียนรู้วิธีพัฒนาจิตด้วยการภาวนาหลากหลายวิธีเพื่อสำรวจว่าแบบใดเหมาะกับจริตของตัวเองที่สุดและสุดท้ายฉันได้คำตอบกับตัวเองว่าแบบที่เหมาะกับฉันมากที่สุดคือ แบบที่ใช้สิ่งที่เรามีอยู่และเป็นปัจจุบันตลอดเวลานั่นคือลมหายใจ ซึ่งเป็นเหตุให้ฉันมาที่นี่ในวันนี้
ปีที่แล้ว ฉันได้มาเข้าอบรมหลักสูตรพัฒนาจิตระยะยาว (6 วัน 5 คืน) ตามวิธีของโครงการโปรแกรมสติในองค์กร หรือ MIO (Mindfulness in Organization) ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่กลับมาฝึกแบบระยะยาวหลังจากเคยอบรม Train of the trainer หรือ TOT ไปเมื่อหลายปีก่อน ยอมรับเลยว่าปีที่แล้ว รู้สึกหวั่นใจอยู่มาก เพราะช่วงที่มาเป็นช่วงที่ฉันเพิ่งกินยาครบคอร์ส 3 ปีเพื่อรักษาตัวก่อนมาจะเข้าอบรมเพียงไม่กี่วัน เรียกว่าฉันยังมีความเข็ดขยาดในความเจ็บ ความป่วย และไม่อยากให้ตัวเองเจอกับสภาพของการเจ็บปวดหรือทรมานร่างกายอีก แต่นั่นเป็นความรู้สึกของปีก่อน มาปีนี้ ฉันมีความตั้งใจเต็มเปี่ยมว่าที่จะมาฝึก ไม่มีความลังเลที่จะสมัครเข้าร่วมทันทีที่ทางโครงการเปิดรับสมัคร ฉันคิดว่าฉันมีความพร้อมมากกว่าเดิม เหลือบมองดูนาฬิกาข้อมือ ฉันรีบเดินไปห้องประชุมด้วยใกล้เวลาเร่ิมแล้ว เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องประชุมกลาง ห้องโถงสี่เหลี่ยมกว้างขวาง แลเห็นเสื่อพับสามตอน พร้อมเบาะรองวางเรียงรายกระจายเป็นครึ่งวงกลมบนพื้นเต็มไปหมด เมื่อหาชื่อตัวเองที่แปะบนพื้นหน้าเสื่อได้ ฉันนั่งลง มองไปรอบๆ มีคนหน้าใหม่ที่ไม่รู้จักจำนวนมาก และมีคนหน้าเดิมที่เคยเรียนมาก่อนจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็นพี่เลี้ยงโครงการเช่นเดียวกับฉัน อ.ยงยุทธ ครูของพวกเรา นั่งบนเสื่อรอพวกเราอยู่แล้วที่หน้าห้อง ฉันทำความเคารพ อ.ยงยุทธ เสร็จครู่เดียว

การอบรมก็เร่ิมต้นขึ้นในทุกๆวันของการฝึกพัฒนาจิต พวกเราจะได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการ 5 รูปแบบ ได้แก่
1) การฝึกปฏิบัติระยะสั้น 30 นาที วันละ 5 รอบ
2) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังการฝึกปฏิบัติระยะสั้นทุกครั้ง
3) การฝึกปฏิบัติระยะยาว 1 ชม.วันละ 4 รอบ
4) การฟังทฤษฎีทางจิตวิทยาและ Neuroscience กับหลักพุทธธรรม พร้อมตอบข้อซักถามในการฝึกปฏิบัติ 1.5 ชม. โดยประมาณ และ
5) การใคร่ครวญเขียนบันทึกเพื่อสะท้อนการเรียนรู้ของตัวเองช่วงพัก และก่อนนอน
ตารางชีวิตของพวกเราที่นี่เร่ิมต้นการฝึกตั้งแต่ตีห้าครึ่ง และเลิกประมาณสามทุ่มครึ่งหรือสี่ทุ่มทุกคืน แต่ละวันจะฝึกปฏิบัติ/ เรียนรู้วันละ 10 รอบ โดยในระหว่างการฝึกทุกรอบ จะมีการพักสั้นๆ 5 นาทีบ้าง 10 นาทีบ้าง เพื่อให้ได้เปลี่ยนอริยาบถ และมีโยคะสติปิดท้ายช่วงเย็นประมาณ 10-15 นาที ซึ่งเป็นช่วงที่พวกเราจะได้ยืดเหยียดทุกส่วนของร่างกาย เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันชอบ และคิดว่าทุกคนก็น่าจะชอบด้วย มีครั้งหนึ่ง อ.ยงยุทธเคยถามว่าวันนี้จะงดโยคะสติไหม ด้วยเวลาเกินไปเยอะ ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่งด (ครับ/ ค่ะ)
การฝึกปฏิบัติเป็นเรื่องการเรียนรู้เฉพาะตน จะก้าวหน้ามากหรือน้อย รับรู้ได้ด้วยตัวเอง เช้าอาจจะนิ่งดี บ่ายอาจรู้ไม่เท่าทันจริตที่ปรุงแต่งก็เป็นได้ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องประสบพบเจอด้วยตนเองอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในการฝึกแต่ละช่วง อ.ยงยุทธจะให้แนวทาง หรือเครื่องมือในการฝึกเพิ่มเติมเป็นระยะ รวมทั้งตอบทุกคำถาม เพื่อให้พวกเราค่อยๆ ก้าวไปทีละขั้น ทีละตอน ไม่ลัดเลาะหรือหลงทางจนท้อถอย ถอดใจ แม้ฉันจะมาเป็นครั้งที่สองแล้ว แต่มารอบนี้ เหมือนนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพราะเวลาอยู่ที่บ้าน ฉันไม่ได้นั่งมากครั้งและนานขนาดนี้ เมื่อนั่งนาน การเจ็บปวดร่างกายจึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญ ในบันทึกการฝึกสมาธิ 30 นาทีในครั้งแรก ฉันเขียนไว้ว่า “15 นาทีแรกผ่านไปอย่างรวดเร็ว เฝ้าดูลมหายใจอย่างต่อเนื่อง แม้ช่วงแรกจะมีความคิดสอดแทรกเข้ามาอยู่เรื่อยๆ แต่ก็กลับมาอยู่กับลมหายใจได้ 15 นาทีหลัง ช่วงต้นดี แต่เริ่มมีความง่วงเล็กน้อย และเริ่มปวดขา เป็นเหน็บ กลับมาที่ลมหายใจ มีบางช่วงที่สงบมาก แต่ช่วงท้าย เจ็บมากขึ้นเรื่อยๆก่อนเวลาจะหมดลง”
สิ่งที่เขียนสะท้อนให้เห็นว่ามีสิ่งที่ทำให้จิตไม่สงบ อาทิ ความคิด ความง่วง และความเจ็บปวด แต่ด้วยเครื่องมือที่ได้ และกิจต่างๆ ที่ทำในช่วงของการฝึก ทำให้ฉันค่อยๆ เรียนรู้ปฏิบัติได้มากขึ้น ... หลายครั้ง สิ่งที่เคยได้ยินจาก อ.ยงยุทธเมื่อครั้งก่อน ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจนัก หรืออาจจะเข้าหัว แต่ไม่ได้เข้าไปในใจ การมาครั้งนี้ เมื่อได้ยินสิ่งนั้นอีกครั้ง กลับเข้าใจลึกซึ้งมากขึ้นด้วยประสบการณ์ตรงระหว่างการฝึกด้วยตัวเอง และการใคร่ครวญ บันทึกทั้งหลังฝึกและก่อนนอน
ฉันพบว่าอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิดการใคร่ครวญ คิดตาม และได้เรียนรู้มากมายคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกัลยาณมิตรทุกคน โดยเฉพาะจากผู้ที่ร่วมกิจกรรมนี้เป็นครั้งแรกซึ่งถูกแบ่งเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีโอกาสวันละ 1 ครั้งในการมานั่งล้อมวงบริเวณหน้าห้อง หรือที่เรียกว่า fishbowl (อ่างปลา) เพื่อแต่ละคนจะได้สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึกปฏิบัติ เหมือนฉันเห็นตัวเองในพวกเขาเหล่านั้น ปีที่แล้ว ฉันก็ได้นั่งอยู่ใน fishbowl เช่นกัน
การมีผู้เข้าอบรมใหม่ๆจากหน่วยงานที่หลากหลายทั้งจากโรงพยาบาล โรงเรียน และสถานประกอบการ ทำให้มีคำถามจากหลายมุมมอง ยิ่งเมื่อถามจากใจ หรือถามแบบซื่อๆ ทำให้ได้คำตอบ เกิดการคิดทบทวน ใคร่ครวญตาม ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบกลุ่มที่ทั้งเป็นความสุนทรี และกระทบใจอย่างลึกซึ้ง มีหลายคำถามน่าสนใจระหว่างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น ทำไมต้องนั่งสมาธิ ก่อนฝึกสติในจิต ทำไมตอนเช้า นั่งได้ดี แล้วตอนบ่ายทำไมไม่สงบเท่าตอนเช้า ทำไมต้องอดทนกับความเจ็บปวด ฯลฯ คำถามประเภททำไม เพราะอะไร ในช่วงวันสองวันแรก จะเยอะไปหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไปล่วงเข้าวันที่ 4 ทุกคนฝึกฝนในช่วงหลายวันที่ผ่านมาอย่างหนักแล้ว ยิ่งเมื่อได้มาฟังหลักการในช่วงกลางคืน ทุกอย่างค่อยๆกระจ่างชัดขึ้น พร้อมที่จะฝึกด้วยวิริยะ และด้วยความเข้าใจมากขึ้น
ในวันก่อนสุดท้ายของการอบรม ทุกคนจะได้รับโทรศัพท์คืน หลังการที่ทางทีมงานขอไปเก็บให้ในเช้าวันแรกของการอบรม การตัดขาดการรับรู้ข่าวสารจากโลกภายนอกเป็นสิ่งจำเป็นมากในช่วงต้น เพื่อพวกเราจะได้ฝึกอยู่กับโลกภายในและพัฒนาจิตได้อย่างเต็มที่ ถ้าในระยะแรกที่พวกเราเพิ่งเริ่มเรียนรู้ แต่ยังต้องมาวอกแวกวุ่นวายใจกับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย คงไม่สามารถฝึกปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่นได้เป็นแน่แท้
การได้คืนโทรศัพท์ในวันก่อนสุดท้าย เรียกได้ว่าเป็นกุศโลบายอันแยบยลและเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากหลักสูตรอื่นๆ เพราะสี่วันที่ผ่านมา ถ้าเป็นสำนักบู๊ลิ้ม ก็ถือว่าพวกเราเริ่มได้เคล็ดวิชาของลมหายใจติดตัวมากันบ้างแล้ว การรับข่าวสารจากภายนอกในวันนี้จึงเป็นช่วงของการทดลองนำเคล็ดวิชามาใช้ในชีวิตประจำวัน
ดังนั้น เมื่อมาถึงช่วงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังจากที่ทุกคนได้รับโทรศัพท์คืน จึงเป็นช่วงที่มีคุณค่าและน่าสนใจมากทีเดียว เพราะเป็นโอกาสที่จะได้รับฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในการนำเคล็ดวิชาฯ มาใช้เพื่อรับมือกับความรู้สึกของตัวเอง และการจัดการกับข้อมูลอันมหาศาลที่ได้รับ หรือกระทั่งสถานการณ์ของความวุ่นวายที่เข้ามาทันทีที่เปิดโทรศัพท์ ฉันพบว่าผู้มาใหม่ทุกคนมีวิธีการรับมือ การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิม...แตกต่างไปจากเมื่อก่อนมาอบรม และเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมยิ่ง
แม้ว่าการมาเข้าคอร์ส refresh อย่างน้อยปีละครั้งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น และลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นหัวใจของโครงการ MIO คือการให้ทุกคนฝึกปฏิบัติด้วยความเข้าใจ กระนั้น การเข้าคอร์สเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการได้เคล็ดวิชาในการฝึกเท่านั้น การฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อให้กลายเป็นวิถีชีวิตของตัวเองนั้นสำคัญกว่านัก ฉันคิดว่าตอนนี้ ทุกคนในคลาสนี้ต่างกำลังมุ่งมั่นอยู่ระหว่างการทำให้เป็นวิถี รวมทั้งตัวฉันเองด้วย ส่วนเมื่อเป็นวิถีแล้วจะเป็นอย่างไรนั้น ฉันเชื่อว่าทุกคนจะค้นพบคำตอบด้วยตัวเองอย่างแน่นอน


