จิตวิทยา วิปัสสนา
5 - 11 ธ.ค. 64
🙂 เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าอบรมหลักสูตร การพัฒนาจิต ของโครงการสานเสริมพลังภาคีเครือข่ายและขยายองค์กรแห่งสติเพื่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตด้วยโปรแกรมสติในองค์กร ณ ศูนย์ฝึกอบรมงานอภิบาล บ้านผู้หว่าน จ.นครปฐม
ก่อนเดินทางไปมีความรู้สึกกังวลเล็กน้อยเนื่องจากสถาณการณ์โควิดที่ยังไม่ได้เบาลงสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะในจังหวัดของตัวเอง แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไปตั้งแต่ที่ HR ส่งข้อมูลมาให้อ่านและถามว่าสนใจไหมคะ ตอบแบบไม่ลังเลใจเลยว่าสนใจค่ะ
🛩 ก่อนเดินทางไม่กี่วันก็มีน้องจากโครงการติดต่อมาเรื่องของการเดินทางไปสถานที่อบรม ว่าจากดอนเมืองจะมีรถตู้มารับเวลานี้นะค่ะ
💕 ประทับใจแรก คือ ความใส่ใจของทีมงานเพราะน้ำเสียงที่โทรมาโทรมาด้วยความกระตือรือร้นจริงๆไม่ได้โทรมาเพราะหน้าที่
ถึงวันเดินทางก็ให้คุณสามีไปส่งที่สนามบิน เมื่อไปถึงดอนเมืองด้วยไปถึงเร็วมากก็เลยหาอะไรทานก่อนที่ทีมงานจะมารับก็ยังนั่งกังวลโน่น นี่ นั่น สารพัด ที่เข้ามา สักพักน้องทีมงานโทรมาว่ารถพร้อมแล้วนะค่ะ ให้ออกมารอได้เลยค่ะ ก็ขึ้นรถเพื่อเดินทาง ในรถจะมีรับจากที่อื่นมาแล้วประมาณ 3 คนและต้องไปรับต่ออีกประมาณ 4 คน เมื่อขึ้นรถก็ได้สวัสดีทุกคนโดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย แต่ใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ทำให้เราคลายกังวลไปได้มากเลยทีเดียว ระหว่างทางก็มีการแวะไหว้พระที่วัดไร่ขิงโดยใช้เวลาไม่นาน แต่ก็ไม่ได้เดินเยอะมากเพราะรู้สึกว่าคนเยอะและกังวลเรื่องโควิดอยู่ จนไหว้พระเสร็จรถก็ได้ไปส่งที่โรงแรมต่อเลยน่าจะเย็นแล้วละที่มาถึงโรงแรม
เข้ามาถึงโรงแรม 💕 ประทับใจสอง โรงแรมเงียบมากกกกกก ระหว่างทางเข้าก็มีต้นไม้ใหญ่ต้นไม้เล็กตลอดทาง
🌃 คืนแรกที่มาถึงยังไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเพราะกิจกรรมจะเริ่มในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น เพราะมีอีกหลายท่านที่ต้องเดินทางมาตอนเช้า คืนแรกก็หลับสนิทเพราะน่าจะเหนื่อยจากการเดินทาง
🌇 ตอนเช้าตื่นมาเวลาเดิม คือ ตี 3 ซึ่งเป็นเวลาปกติที่ตื่นเมื่ออยู่บ้านอยู่แล้ว (วิถีปกติที่บ้าน คือนอน 2 ทุ่ม ตื่นตี 3 ทุกวัน) ก็ลงไปตอนเช้าเพื่อไปทานอาหารเช้า
💕 ประทับใจสาม อาหารเช้าเป็นแบบง่ายๆ แต่อร่อยมาก โดยเฉพาะไข่กระทะ เสร็จแล้วก็เดินดูแถวบริเวณรอบๆของโรงแรม
💕 ประทับใจสี่ สถานที่เงียบเหมาะแก่การอบรมมากๆ สะดุดใจที่สุด คือ สระน้ำบริเวณด้านนอกของห้องอบรมซึ่งเมื่อมองจะทำให้เกิดความสบายใจอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว เพราะด้านหน้าขอวสระน้ำมองไกล คือโรงเรียน
🌝 วันแรกของการอบรม เมื่อลงทะเบียนเสร็จทีมงานจะทำการเก็บโทรศัพท์เป็นเวลา 4 วันและจะคืนให้ในวันที่ 5 ตอนเช้า เพื่อปิดการสื่อสารทุกชนิดและปิดวาจางดการพูดคุยกันในขณะที่อบรมทั้ง 4 วันจะพูดได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในช่วงของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เท่านั้น ความกังวลเกิดขึ้นอีกมากมาเพราะไม่เคยปิดการสื่อสารนานขนาดนี้มาก่อน แรกๆไม่ชินแต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มชิน เพราะไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่นนอกจากการตั้งใจฝึกตามที่อาจารย์แนะนำ
🧘 วันแรกจะเป็นการนั่งสมาธิทั้งวัน โดยการนั่ง 30 นาทีสลับกับการนั่ง 1 ชั่วโมง สำหรับการนั่ง 30 นาทีจะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกัลยาณมิตรตลอด จำได้ว่าเริ่ม 30 นาทีแรกเป็นอะไรที่ทรมานมากเพราะปกติไม่เคยนั่งนานแบบนี้มาก่อน แค่ 10 นาที คือ สูงสุดแล้ว เมื่อปิดตาทุกอย่างวิ่งเข้ามาเร็วมาก ความวุ่นวายใจ ความฟุ้งซ่าน ความวิตกกังวลสารพัดที่เข้ามา พูดง่ายๆ คือ คิดตลอดเวลาเลยไม่สามารถโฟกัสที่ลมหายใจได้เลย ตอนแรกคิดว่าน่าจะเป็นที่เราคนเดียว แต่พอกัลยาณมิตรกลุ่มแรกออกไปแลกเปลี่ยนก็ได้รู้ว่าทุกคนเป็นเหมือนกัน วันแรกนั่งไป 7 รอบ เริ่มรู้สึกเข้าสมาธิได้ดีมากขึ้น
🙏 ช่วงก่อนการนั่ง 30 นาทีสุดท้ายของวันอาจารย์หมอก็จะสนทนาหลักการและวิธีปฏิบัติธรรมให้ฟัง คืนแรกอ. หมอจะพูดถึง 4 เรื่อง คือ อริยสัจ 4 มรรค 8 สัมมาสมาธิ และนิวรณ์ 🥴🥴 งงซิคะ เพราะปกติเราฝึกสติขั้นพื้นฐานหรือ MIO ไม่ได้ถูกสอนมามากมายขนาดนี้ ก็ฟังจนจบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างแต่พยายามใช้สติในการฟังเป็นอย่างมากเพราะเริ่มง่วงนอนเพราะถึงเวลานอนแล้ว และแล้วคืนแรกก็ผ่านไปด้วยการหลับแบบสนิทมากๆ
🌝 วันที่ 2 ตื่นเวลาเดิมจร้า คือ ตี 3 ตอน💕 ประทับใจห้า พนักงานโรงแรมโทรมาปลุกก็ คือ อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เมื่อพนง. โรงแรมโทรมาก็เลยออกจากห้องพักไปขอน้ำร้อนและไปนั่งกินกาแฟรอกัลยาณมิตรที่บริเวณหน้าห้องอบรมเลย ด้านล่างคือภาพบรรยากาศหน้าห้องอบรมหรือห้องฝึกปฏิบัติตลอดระยะเวลา 6 วัน ที่แสนเงียบ สงบ และอากาศดีมากๆๆๆ
🧘 วันที่ 2 เป็นการฝึกแบบวิปัสสนาแล้ว ไม่ใช่การนั่งสมาธิแบบวันแรก คือเป็นการฝึกสติในจิต หรือการทำ Body Scan ทั้งแบบกวาดทั่วร่างกายและแบบโฟกัสทีละส่วนของร่างกายอย่างละเอียด เพื่อพินิจความรู้สึกต่างๆ ซึ่งบอกได้เลยว่าทรมานสุดๆเพราะจิตใต้สำนึกปรุงแต่งเยอะมาก และบางครั้งก็ฟุ้งซ่านจนไม่สามารถติดป้ายความคิดจึงต้องใช้ลมหายใจเข้ามาช่วยบ่อยๆ เมื่อปฏิบัติถึงรอบก่อนสุดท้าย อ.หมอก็จะสนทนาหลักการและวิธีการเหมือนเดิมเพื่อให้เข้าใจการฝึกมากยิ่งๆขึ้นไป
🌝 วันที่ 3 และวันที่ 4 จะฝึกเหมือนกับวันที่ 2 ทุกประการแต่สิ่งที่แตกต่างกันก็ คือ ความคิดฟุ้งซ่าน ความวุ่นวายใจและความเจ็บปวดที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาหายไปเยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อสิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือ ความสงบแบบที่เราไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตนี้ นี่แหละที่อ. หมอบอกว่าเราสะสมอะไรไว้เยอะแยะมากมายในจิตใต้สำนึกแต่เราเกิดจนถึงปัจจุบันเราไม่เคยเอาออกหรือล้างออกเลย
🌝 วันที่ 5 ของการฝึกอ.หมอจะฝึกสติแบบลืมตาหรือการใช้งานในชีวิตปกติให้ เพื่อให้เราสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติที่แสนจะวุ่นวายได้อย่างมีสติ โดยการฝึกแบบ 30 นาที จะมีการนั่งสมาธิ 10 นาที ทำ Body Scan 20 นาที เสร็จแล้วให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ยุ่งยากใจเป็นภาพและเสมือนตัวเรากลับไปอยู่ในเหตุการณ์ ว่าเรารู้สึกอย่างไร และเรากำลังคิดอะไร เพื่อฝึกการติดป้ายความคิด พร้อมทั้งใช้สติเมตตาให้อภัยกับเรื่องราว เหตุการณ์และบุคคลที่เข้ามามีส่วนร่วมในเหตุการณ์ หรือเราเรียกว่าการปล่อยวางนั่นเอง และในวันนี้ อ.หมอก็ได้แนะนำเรื่องของ ความแตกต่างระหว่างการทำ MIO และการวิปัสสนาให้ฟังอีกรอบเลยทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำ MIO กับองค์กรอื่นๆด้วยโดยมีพี่เลี้ยงมาเป็น FA ให้
💕 ประทับใจ 6 คือ เจออ.ภัทร ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงให้บริษัทที่เราทำงานด้วย แต่ 4 วันแรกเนื่องจากต้องปิดวาจาเลยไม่ได้ทัก พอวันที่ 5 เข้าไปทัก อ.ภัทร ๆจำชื่อได้ด้วยดีใจสุดๆไปเลยจร้า และกัลยาณมิตร คือพี่แดงจาก จ.ข่อนแกน ตอนฝึก 4 วันแรกได้แต่มองหน้ากัน ได้คุยกันวันที่ 5และ 6 สองวันสุดท้ายก่อนกลับ
🌝 วันที่ 6 วันสุดท้ายของการฝึก ก็ยังต้องตื่นเวลาเดิม และฝึกสติในการนำกลับไปใช้ในชีวิตประจำอีก 2 ครั้ง คือ นั่ง 30 นาทีและนั่ง 1 ชม. หลังจากนั้น อ.หมอก็ได้ทำการปัจฉิมนิเทศ สิ่งที่ได้เรียนรู้ตลอดการฝึกทั้ง 5 วัน โดยเฉพาะวิธีฝึกปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาทีมงานและพัฒนาองค์กรต่อไป
ทุกท่านและสรรพชีวิตทั้งปวง ขอให้
มีความสุข
มีความสงบ
มีมิตรไมตรี
เป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวง

🙏 กราบขอบคุณ นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์
🙏 ขอบคุณน้อง ๆ ทีมงาน MIO ทุกคน
🙏 ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกคนที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และภาพถ่ายสวยๆ
🙏 ขอบคุณจากใจจริงๆค่ะ
🙏นางรวิวรรณ ศิริบุญประเสริฐ (พี่ถั่ว) บริษัท ปัญญธารา จำกัด เขียน

