บันทึกความทรงจำ Retreat ณ บ้านผู้หว่าน 6-11 ธันวาคม 2564

 “นั่งเฉยๆ แล้วหลับตาเธอลงเบาๆ แล้วเธอจะพบคนที่เธอรอคอย”

 1  

สวัสดีบ้านผู้หว่านยามค่ำคืน ฉันขับรถข้ามจังหวัดมาเองในฤดูหนาวที่มืดเร็ว ทำให้หกโมงเย็นเหมือนทุ่มครึ่งก็ไม่ปาน ฉันตั้งใจมากที่จะมานั่งเฉยๆ ไม่คิดอะไร สัก 5 วัน 5 คืน และดีใจมากที่มีข้ออ้างในการบอกทุกคนว่า ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์และพูดคุยตลอด 5 วัน ฉันอ้างว่า อ.นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต (อดีตนายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย) เป็นผู้จัดคอร์สนี้ อ.ยงยุทธอนุญาตให้ผู้เข้าอบรมสติบำบัด (ซึ่งจริงๆ ยังไม่ควรได้รับอนุญาต) ให้เข้าร่วมคอร์ส retreat นี้ได้ราว 2 วันก่อนวันจริง ฉันเคลียร์ทุกอย่างด้วยใจมุ่งหมายเพียงว่า “ฉันจะไป” นั่งหลับตาแล้วทำเฉยๆ ดีใจมากที่ถูกห้ามพูดและใครก็ไม่ต้องมาพูดกับฉัน ฉันเคยฝึก noble silence ที่หนักกว่านี้มาแล้ว ฉันฝึกสมาธิที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ หลับสี่ทุ่มต่อเนื่อง 5 สัปดาห์นั่งยาวคราวละ 2-3 ชั่วโมง/รอบ จนได้รับบาดเจ็บคือปวดสลักเพชรซ้ายขวาเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน แต่กระนั้นสิ่งนี้เป็นทางรอดเดียวที่ฉันจะได้พักผ่อนจิตใจอย่างแท้จริง

ก้าวแรกที่เข้าไปถึงบ้านผู้หว่าน ผงะ....ผิดจากที่คิด เพราะมโนเอาไว้ว่าเป็นเรือนไม้ (เพราะคำว่าบ้าน) แท้จริงเป็นตึก 8-9 ชั้น และยังเป็นสถานที่ของเพื่อนต่างศาสนิก คือ ชาวแคทอลิค

คืนแรกยังไม่มีการอบรม ฉันก็นั่งภาวนาตามเวลาปกติของฉันในห้องพัก

ตื่นเช้ามาพบชายชุดขาว ใช่ค่ะ! เขาเป็นคน เขากล่าวสวัสดีกับฉัน เขาคงเดาว่าเราเป็นเพื่อนร่วมคอร์สกัน (ต่อมาทราบว่าเขาคือ พ.ต.ท.ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกและภายในในชั่วเวลา 2-3 วันระหว่าง retreat) ฉันตอบสวัสดีค่ะเบาๆ มองลงตึกไปตามสายตาที่พี่เขากำลังยืนมองอยู่ จึงเห็นว่าเป็นสุสานชาวแคทอลิค ฉันเดินสำรวจรอบๆ ขึ้นลงบันไดแทนลิฟท์ ฉันพยายามอย่างเบาๆที่จะวางใจไว้ในตัว รู้สติ รู้ลมหายใจ ให้ได้ตลอดเวลา ฉันฝึกมาหลายปีแล้ว ยิ่งมาเข้าคอร์สฉันไม่ต้องสนใจเรื่องงานยิ่งทำให้ฉันเห็นตัวเองง่ายขึ้น รู้สติในตัวเองง่ายขึ้น ฉันเดินสำรวจจนไปพบห้องประชุมที่ฉันต้องใช้เรียน ซึ่งยังปิดอยู่แต่มีการวางอาสนะเตรียมรอพวกเราเรียบร้อยแล้ว ฉันอ่านคำสอนของชาวแคทอลิคที่มีอยู่ทั่วบ้านผู้หว่าน

3

ฉันรู้สึกว่าพวกเขากับเราเป็นพวกเดียวกัน แม้จะต่างศาสนิกแต่เราต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย คำสอนของพวกเขาหลายอย่างก็คล้ายกับของชาวพุทธ ฉันค้นหาคำว่าผู้หว่านจนพบว่าแท้จริงก็เทียบได้กับ บัว 4 เหล่า ในพระพุทธศาสนา

ขณะจิตวันแรกก่อนอบรม...ฉันรู้สึกขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

1.ผู้จัดและหาทุนมาให้เราได้เรียนรู้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย คือ อ.ยงยุทธ อาจารย์เลือกที่นี่ ฉันคิดไปเองว่า อาจารย์คงตั้งใจเพราะที่นี่ก็เป็นที่สัปปายะเพียงพอต่อการฝึกสติ และยังแสดงให้เห็นว่า retreat ครั้งนี้ไม่เน้นพุทธศาสนา

2.ขอบคุณทีมงานของอาจารย์ยงยุทธที่ดูแลพวกเราอย่างพอดีๆ ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป กำลังน่ารัก

3.ขอบคุณชาวแคทอลิคที่สร้างบ้านผู้หว่านด้วยจิตเจตนาอันน่าชื่นชม เราเป็นผู้ได้ประโยชน์จากจิตเจตนาดั่งเดิมอันดีงามของพวกเขา

วันแรกของการฝึก ไม่เป็นปัญหาสำหรับฉัน เพราะมีช่วงฝึกสลับพักเป็นระยะ ฝึก 30 นาที เว้นเปลี่ยนอิริยาบท แล้วมานั่งยาว 1 ชั่วโมง สำหรับฉัน นั่ง 1 ชั่วโมง ยังไม่นับว่ายาว  แต่การฝึก 30 นาที สลับ 1 ชั่วโมง เกิดขึ้นตลอดวันตั้งแต่ 5.30-21.30 น. โดยประมาณ โดยรวมแล้วคร่าวๆ ฝึกวันละ 9-10 รอบ ซึ่งถือว่าเป็นการฝึกที่หนักทีเดียวสำหรับคนที่ไม่คุ้นกับการเจริญภาวนา แต่เพื่อนๆร่วมรุ่นของฉันต่างทำสิ่งนี้ได้อย่างมุ่งมั่นด้วยจิตใจที่พร้อมเรียนรู้อย่างแท้จริง

วันที่ 2-3 อาการปวดสลักเพชรของฉันเริ่มกำเริบจากการนั่งนาน ไม่เป็นไร เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันต้องเกิด ฉันเตรียมวิธีแก้ไว้แล้ว กายพอแก้ได้ แต่การฝึกที่ค่อนข้างอุกฤษฏ์ ทำให้ดึงเอาจิตใต้สำนึกเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วในช่วงย้อนไปตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมาที่ฉันต้องรับตำแหน่งบริหารออกมา ทั้งที่จริงๆ เรื่องต่างๆ มันจบไปแล้วราวครึ่งปี แต่ประสบการณ์ 3 ปีอันยากลำบากที่ผ่านมานั้นพลิกแผนชีวิตของฉันให้เคลื่อนเป็นอย่างมาก ฉันต้องแก้ปัญหามากมาย ฉันผ่านมันมาได้แล้วและสะสางปัญหาที่วิกฤตให้เสถียรไปได้แล้วและวางมือแล้ว ส่งไม้ต่อให้น้องมาทำหน้าที่แทนแล้ว แต่จิตใต้สำนึกของฉันยังจดจำความยากลำบากเหล่านั้นเอาไว้ ทั้งที่จิตรู้สำนึกของฉันคิดและรู้สึกไปแล้วว่าฉันชนะแล้วที่อดทนมาได้ถึงวันนี้ ฉันเก่งมาก ใครไม่ชมฉันฉันชมตัวเองได้ เก่งจริงๆ

วันที่ 3 ของการฝึกดูลมหายใจ ดูกาย ทำให้ฉันเห็นสิ่งต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมาชัดเจนยิ่งขึ้นๆ ฉันเห็นอารมณ์ของฉัน ฉันเห็นจิตของฉัน ความอึดอัด กระสับกระส่าย อาการปวดสลักเพชรก็ยิ่งแรงมากขึ้น ฉันแค่คิดว่าปล่อยกายแค่ดูก็พอ แต่ฉันดูจิตไปด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นในจิต โดยปกติการเข้าคอร์สเจริญสติที่ผ่านมาของฉัน จะยิ่งสบายมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ 3 ขึ้นไปยิ่งจะสุขมากยาวไป แต่คอร์สนี้การเจริญสติในรูปแบบ body scanning กลับทำให้ฉันยิ่งมองเห็นจิตใต้สำนึกที่เก็บเอาไว้ในใจในตัวในสมองชัดเจนยิ่งขึ้น และนี่คือประเด็นสำคัญที่เป็นความแตกต่างระหว่างคอร์สสติบำบัด กับ คอร์สretreat ของอ.ยงยุทธ

โปรดอย่าถามรายละเอียดถึงประสบการณ์ภายในของฉันว่าเป็นอย่างไร ฉันอยากให้ท่านให้โอกาสตัวเองมาฝึกเอง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัตจัง (พึงรู้ได้เฉพาะตน) แต่ละคนไม่เหมือนกัน และในที่สุดฉันก็หลุดจากจิตใต้สำนึกที่อึดอัดนั้นในเช้าวันที่ 4  มันเคลียร์และหลุดจริงๆ นอกรอบของการฝึกทำให้ฉันสำเหนียกว่าการฝึกแบบนี้เหมาะสมกับบุคคลที่ต้องผ่านการฝึกมาแล้วระดับหนึ่ง คนที่มีจิตใจอ่อนแอหรือมีแนวโน้ม (vulnerability) ต่อภาวะ psychosis หรือมี ego strength ที่ไม่ดีนัก อาจจะเบรกได้ง่ายๆ เหมือนเพื่อนของฉันคนหนึ่งในอดีตที่เบรกไปแล้ว หลังจากฉันเฝ้ารู้ เห็น การเกิดขึ้น การตั้งอยู่ การเปลี่ยนไป ฉันเห็นการเกิดดับในตัวทั่วร่าง ปั๊บๆๆๆ รวดเร็วและละเอียด(subtle)มาก คำว่า กาย เวทนา จิต ธรรม มีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าการอ่านแล้วทำความเข้าใจตามตัวอักษร มาถึงตรงนี้ผู้อ่านอาจยิ่งงงก็ไม่เป็นเรื่องแปลก หากเราคุยกับคนที่มีประสบการณ์ภายใน คำพูดเหล่านี้เพียงประโยคสั้นๆ ท่านเหล่านั้นจะเข้าใจทะลุปรุโปร่งเพราะท่านผ่านมาแล้ว หลังจากเช้าวันที่ 4 จนถึงวันที่ 5 ฉันก็รู้สึกสบายๆ แม้จะยังปวดสลักเพชร แต่กลับไม่ปวดทุรนทุรายเท่าที่เคยเป็น ทำให้ฉันรู้อีก 2 ข้อคือ

  • หากเราแยกกายกับจิตเป็น เราจะปวดน้อยลง เราปวดมากเพราะเรากลัวกลัวว่ามันจะแย่ลง นั่นคือจิตปรุงแต่ง พอแยกได้เพราะความรู้และความเห็นที่ผุดขึ้น นั่งจนกายปวดแทบจะแตกแยกระเบิดออกจากกัน แต่ใจเราไม่ได้ปวด เราไม่ได้ทุกข์ที่เราต้องนั่งเจริญภาวนา เราอยากเจริญภาวนา ดังนั้นการปวดจึงเป็นเรื่องรอง เมื่อหยุดปรุงแต่ง วางใจกลางๆ ความปวดคงอยู่ แต่ใจตั้งมั่น สติหนักแน่นมากยิ่งขึ้น การนั่งเจริญภาวนาจึงเสริมกำลังแห่งจิตให้เข้มแข็งและสั่งสอนตนเองได้มากขึ้น
  • หากเราทำตรงนี้เป็น เราฝึกให้เก่งขึ้น เราจะช่วยคนไข้ที่ทุกข์จากความปวดได้ด้วยการเจริญสติ เมื่อออกจากคอร์ส ฉันได้สอนเรื่องการแยกกายปวดกับการดูจิต ให้แก่น้องพยาบาลที่สนิทกัน เขาบอกว่าพระอาจารย์ที่อินเดียบอกเขานานแล้วแต่เขาไม่เข้าใจ ฉันย้ำไปตอนนี้เขาก็ยังปวดแต่ไม่งอแงเท่าเดิม

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นที่เป็นคุณความดีทั้งหมด ฉันยกให้อ.ยงยุทธ ผู้มีน้ำใจอันกว้างขวาง ครูบาอาจารย์ของฉันมองว่าคนแบบอ.ยงยุทธ มีใจของพระโพธิสัตว์ คือ อยากเห็นคนอื่นมีความสุข อยากให้คนอื่นได้รู้ได้ทราบสิ่งที่ดีได้เข้าถึงความตื่นรู้ภายใน อาจารย์อาจจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ฉันจำได้ ว่าอ.ยงยุทธ ได้ให้คนตามฉันทั้งอีเมล ทั้งโทรศัพท์มาหลายครั้งแล้วเพื่อมาเจริญสติ อาจารย์ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์ของการฝึกจิตให้แก่ชนทั้งหลาย สมแล้วที่เลือกบ้านผู้หว่าน อาจารย์เป็นผู้หว่านและส่งต่อการหว่านสิ่งที่ดีงามให้ผู้คนทุกระดับที่เปิดใจเข้ามาเรียนรู้จากอาจารย์ และดูเหมือนว่าอาจารย์จะยังไม่ยอมหยุดทำสิ่งนี้ ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สมควรจะได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่ง

ฉันไม่ต้องการเล่าประสบการณ์ภายในของการเจริญภาวนามากนัก เพื่อให้ผู้อ่านได้ใฝ่หาฝึกทำจนพบประสบการณ์ในแบบเฉพาะของท่านเองตามแต่นิสัยวาสนาและจริต1ใน6 ที่พระพุทธศาสนาได้กล่าวไว้ บอกได้เพียงว่าคอร์ส retreat นี้..ทำให้ฉันเติบโตขึ้นอีกระดับหนึ่งทีเดียว

Retreat ครั้งนี้ฉันไม่เห็นสิ่งใดยิ่งใหญ่มากไปกว่า “ความเมตตาและความจริงใจ” ซึ่งคำว่า “จริงใจ” นี้ ตรงกับคำในพุทธธรรมว่า “สัจจะ” ที่จะฝึกจิตของตนเองให้สูงส่งขึ้น ทั้งของ อ.ยงยุทธ ของพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ร่วมรุ่นในคอร์สอบรมครั้งนี้ ฉันเห็นว่าทุกคนตั้งใจฝึกจิตของตนเองมาก แม้จะเคร่งมากน้อยไม่เท่ากัน แต่โดยพื้นแล้วล้วนอยู่ในระดับที่สูงกว่าคนทั่วไป ฉันขอใช้คำตามพุทธธรรมว่า “มนุสเทโว

ก่อนจบคอร์ส อาจารย์ถามว่าใครจะรีวิวคอร์สบ้าง ฉันยกมือด้วยต้องการตอบแทนพระคุณหัวใจอันยิ่งใหญ่ของอ.ยงยุทธ ฉันไม่รู้ว่าอาจารย์คิดอย่างไร แต่ฉันคิดว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายที่ใครสักคนหนึ่งจะมีพลังมากมายขนาดนี้ ที่จะชักชวนคนมาเจริญภาวนาไป..หว่านเมล็ดพันธุ์ไป เพื่อหวังให้ความไม่ผ่องใสถูกขับออกไปจากใจของตนและชนทั้งหลายให้ได้มากที่สุด ด้วยมีความเชื่อพื้นฐานว่า “แท้จริงแล้วจิตใจของสรรพสัตว์เป็นจิตผ่องใสดีงาม และ จะส่งต่อความดีงามนี้ออกไปให้กว้างขวางยิ่งๆ ขึ้น”

5

ท่านใกล้จะอ่านจบแล้วค่ะ! ฉันก็ยังรู้สึกขอบคุณคล้ายเดิมแต่กว้างขวางขึ้น ขอบพระคุณทีมงาน MIO, MBTC โดยเฉพาะ อ.ยงยุทธ และ อ.สุภาพร ขอบพระคุณเพื่อนร่วมรุ่นทุกท่านที่ทำให้เราได้เรียนรู้และสร้างครุกรรมฝ่ายกุศลร่วมกัน ขอบพระคุณผู้สร้างและรักษาเจตนารมย์ของบ้านผู้หว่านทำให้ฉันได้มากินมาใช้มาเรียนรู้ ขอขอบคุณพี่น้องครอบครัวจิตเวชธรรมศาสตร์ทุกท่านที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันตลอด ขอขอบคุณทุกท่านที่ เกี่ยวข้องเปิดโอกาสให้ฉันได้มาฝึกจิตชนิดที่ว่าเคลียร์ให้หมดเชิญไปได้เลยจ้า ขอบพระคุณจากใจค่ะ

6

หมายเหตุ ฉันไม่ต้องการอามิสใดๆ จากการเขียนในครั้งนี้ เพราะฉันต้องการทำเพื่อตอบแทนพระคุณของอ.ยงยุทธ อาจารย์ไม่จำเป็นต้องให้อามิสใดๆ แก่ฉัน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาจารย์เรียกให้ฉันมารับอามิสจากอาจารย์มาโดยตลอดแล้ว 

 

ผศ.พญ.ลำพู โกศัลวิทย์ (Lampu Kosulwit,M.D.)

(หมอรักษา(โรค)จิต)