Covid19ฝึกทำสิ่งที่สร้างสรรค์
(เผชิญหน้ากับโควิด ตอนที่ 2)

      ดูแลกาย รักษาใจ

          ช่วงนี้เป็นเวลาสำคัญยิ่งกว่าเวลาใดที่พวกเราจะหันมาดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจกันอย่างจริงจัง เพราะถ้าเราแข็งแรง แม้ติดเชื้อโคโรน่าไวรัส หรือป่วยด้วยเหตุอื่นใด เราก็จะหายเร็วขึ้นและกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม

ขอให้รู้ว่าผู้ที่ติดเชื้อไม่ใช่ผู้ทำกรรมไม่ดีมาหรือเป็นผู้เคราะห์ร้าย ไม่ใช่ผู้ขาดสติหรือไม่ได้รักษาศีลบริสุทธิ์ และขอให้รู้ว่าพวกเราทุกคนก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อและล้มป่วยได้เช่นกันในสังคมตอนนี้หลายท่านพูดว่า ตื่นตัวแต่อย่าตื่นตระหนก หรือ ตระหนักแต่อย่าตระหนก ไม่ว่าเราจะใช้คำใด ขอให้พวกเราเตรียมตัวอย่างดีที่สุด

ถ้าเตรียมแล้ว ไม่เกิดอะไรขึ้น ก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ได้เตรียมแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น เราจะรับมือไม่ทัน ผู้เตรียมตัวไม่ใช่ผู้ที่มีวิตกจริต แต่เป็นผู้ไม่ประมาทและมีความรอบคอบ

ณ ขณะนี้เมื่อเชื้อแพร่ไปทั่วโลก เชื้อไม่ได้เลือกอายุหรือเพศ ไม่ได้เลือกว่าใครดี ใครชั่ว พวกเราจึงตกอยู่ในความเสี่ยง เราจึงต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด

สูตรของครูคือการดูแลกาย รักษาใจให้ผ่องแผ้ว เพราะกายกับใจเชื่อมโยงกัน ถ้าใจป่วย กายจะยิ่งป่วย ถ้าใจเข้มแข็ง แม้กายป่วย เราก็ยังมีความสุขได้

แล้วถ้าเราเกิดป่วยขึ้นมาแม้จะได้พยายามงดกิจกรรมและดูแลตัวเองอย่างเต็มที่แล้ว ก็ไม่เป็นไร เราไม่จำเป็นต้องเสียใจหรือลงโทษใคร เมื่อป่วย ก็รักษาตัวและพักให้มากที่สุด

นอกจากความพยายามที่จะออกจากบ้านให้น้อยลง (ซึ่งรวมความถี่ในการออกไปซื้อกับข้าว) เราจึงควรหมั่นออกกำลังกายเพื่อบำรุงและประคองธาตุให้สมดุล

นี่เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะผู้ที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ลมที่แขนขาได้ทำงาน รวมทั้งการออกมารับแสงแดดยามเช้าซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในยามนี้

      กักตัว แต่ไม่ขังใจ

        การที่จะให้ 14 วัน 21 วันเป็นเวลาที่เราจะไม่เบื่อหน่าย เหงา หรืออยู่กับข้อมูลข่าวสารที่ถาโถมเข้ามาจนเกิดความวิตกกังวล นอนไม่หลับ เราควรสร้างวินัยเล็กๆ ให้แก่ตัวเอง กำหนดตารางเวลาว่าเราจะตื่นกี่โมง แม้ว่าต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องรีบตื่นเพื่อเดินทางไปเรียนหรือทำงานอีกต่อไป

ตื่นแล้ว หากฝึกปฏิบัติดูแลจิตได้ เช่น ทำสมาธิ สวดมนต์ จะเป็นประโยชน์ และในช่วงท้องว่างก่อนกินข้าว เราควรออกกำลังกาย วิธีใดก็ได้ที่เราคุ้นเคย

ผู้ที่เคยฝึกกราบอัษฎางคประดิษฐ์หรือโยคะ แล้วไม่มีโอกาสได้ทำเพราะช่วงเช้ามักจะเร่งรีบ เราได้ทำแล้วในตอนนี้

ทำทุกวัน วันละเล็กน้อย แต่ไม่ให้ขาด การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจะเป็นเหมือนหยดน้ำเล็กๆ ที่ผนังถ้ำที่ช่วยประทังชีวิตของโยคีจำศีล

วันใดตื่นมาแล้วรู้สึกไม่แจ่มใส ขอให้มองออกไปนอกหน้าต่าง แหงนมองดูฟ้า ความกว้างใหญ่ไพศาลของฟ้าจะไม่มีวันหมดสิ้นไปจากโลกใบนี้และจากชีวิตเรา ไม่ว่าเมฆสีดำสักกี่ก้อนจะลอยเข้ามา ไม่ว่าจะมีฝุ่นควันเพียงใด ฟ้าก็ไม่เคยมัวหมอง เมื่อเมฆและฝุ่นซึ่งเป็นเรื่องชั่วคราวผ่านไป ฟ้าจะกลับมาชัดใสเหมือนเดิม

ไม่มีใครขโมยความกว้างใหญ่นี้ไปจากเราได้ มีเพียงเราว่าจะเปิดใจให้เห็นหรือไม่ อย่าปล่อยให้ใจของเราคับแคบ เรากักตัว แต่ไม่ขังใจ

     ฝึกทำสิ่งที่สร้างสรรค์

       ในระหว่างวันจนถึงเวลาเข้านอน วางแผนเล็กๆ ว่าจะทำอะไรบ้าง ที่เรียกว่า เล็กๆ เพราะแผนนี้ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนได้ ถ้าเราคาดหวังจากตัวเองมากเกินไป ใจจะอึดอัด ความผ่อนคลายก็จะหลุดลอยไป แม้เราไม่ป่วยจากไวรัส เราก็อาจป่วยจากการบีบคั้นและความคาดหวังของตัวเราเอง

ในช่วงที่ที่ทำงานปิด สถานบริการหยุดให้บริการ และศูนย์ปฏิบัติธรรมหลายแห่งอาจต้องปิดด้วยเช่นกัน เราสามารถฝึกวิชาใดวิชาหนึ่ง ฝึกปฏิบัติอะไรเป็นพิเศษ ซึ่งข้อมูลมีมากมายทางอินเตอร์เน็ต วาดรูปสักหนึ่งรูป จดบันทึกประจำวันหรือเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ สักหนึ่งเล่ม เรียนภาษาใหม่ออนไลน์ ปลูกต้นไม้สักต้นในกระถางหรือในสวนถ้าเรามีเนื้อที่ หรือแม้แต่ท่องจำบทสวดมนต์ยาวๆ เพื่อให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปพร้อมกับการเติบโตของสิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมา

     จดจำแต่ด้านบวก

        เราไม่ควรจดจำความรู้สึกเป็นทุกข์ แต่เลือกที่จะจดจำเรื่องราวที่ทำให้ใจเป็นสุข เมื่อเราเป็นสุข ไม่ท้อแท้ สังคมจะได้รับคลื่นพลังงานบวกจากเรา การสวดมนต์ อุทิศบุญกุศลและแผ่เมตตาในยามนี้เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ให้ใจของเราได้เปิดรับผู้อื่นเข้ามา มอบความรู้สึกดีๆ ไปให้พวกเขาดุจดังพวกเขาคือพ่อแม่พี่น้องหรือลูกหลานของเรา

ดูแลสุขภาพใจการดูแลสุขภาพใจก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน หลายคนอาจไม่เชื่อว่ามีจิตหรือใจอยู่เพราะเรามองไม่เห็น เราเอาจิตออกมาให้ดูกันไม่ได้ แต่ดังเช่นไวรัสนี้ เราก็มองไม่เห็นเช่นกันเมื่ออยู่ใกล้ผู้ที่ไอหรือจาม ตอนนี้เราจะเกิดความหวาดหวั่นว่าเจ้าโคโรน่าจะออกมาแล้วกระโดดเข้ามาอยู่ในตัวเราหรือไม่ บางครั้งความตกใจว่าเราจะได้รับเชื้อมีมากทำให้เรามีปฏิกริยาจนลืมจิตใจของผู้ที่เราหวาดกลัว เราจึงได้รับคำเตือนให้ประคองสติซึ่งก็คือการรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และการบ่มเพาะความกรุณาซึ่งก็คือการนึกถึงความทุกข์ของผู้อื่นว่ามิได้น้อยไปกว่าของเราและความทุกข์ของบางคนอาจจะมากกว่าของเราด้วยซ้ำ จิตเป็นกลไกที่ทำให้เราคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ เราไม่เพียงรับรู้ปรากฏการณ์ แต่รู้ว่าอะไรคืออะไร และตีความสิ่งที่รับรู้นั้น นั่นคือ การทำงานของจิตซึ่งเรามีเหมือนกันทุกคนมีคำกล่าวว่า “จิตเป็นต้นตอของความสุขและทุกข์” เมื่อเราประสบการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน หากไม่เฝ้าระวัง จิตจะไปยึดติดกับด้านลบ ทำให้เราเห็นเพียงความทุกข์ของชีวิต

                                                                                                             กฤษดาวรรณ เมธาวิกุล (เกซัง ตาวา)
                                                                                                              18/03/20

สื่อโทรทัศน์และมัลติมีเดีย
เอกสารดาวน์โหลด
ปฏิทินกิจกรรม
หมวดหมู่
ข้อมูลติดต่อ
เนื้อหา
ข่าวฟีด
Tags
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก

ปฏิทินกิจกรรม

No events found